Review Olympus E-PL5

20/03/2013 at 3:00 pm

สวัสดีครับ ขอประเดิม blog ด้วยการ review กล้อง Olympus E-PL5 ที่ซื้อมาเมื่อปลายปีที่แล้วหน่อยนะครับ กล้องตัวนี้ผ่านการใช้งานมาประมาณ 3 เดือนกว่าๆ แล้วคงอธิบายการใช้งานจริงได้ละเอียดพอสมควร

มองหากล้องใหม่
ความที่ผมเป็นคนที่หลงไหลศิลปะในแขนงของการถ่ายภาพพอสมควร หัดถ่ายรูปมาก็นาน 5-6 ปีได้แล้ว กล้องตัวแรกที่ใช้เป็น Canon S3is พอมาทำงานเริ่มมีเงินเก็บของตัวเองก็ซื้อ Canon 450D กล้องตัวนี้แหละครับที่ทำให้ผมรู้ว่าถ่ายรูปให้ออกมาดีๆ มันไม่ได้หมูเลย เข้าใจหัวอกคนใช้กล้องฟิล์มมาก บ้ากับมันมากครับ คุณภาพของไฟล์ภาพและ feeling ที่ได้มันช่างต่างกับกล้อง Compact ราวฟ้ากับเหว เลนส์ อุปกรณ์เสริม งอกมายิ่งกว่าผักตบชวาอีก แต่ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2553-2555) ครับ เริ่มออกเที่ยวบ่อยขึ้น(มาก) ทั้งกับครอบครัวแล้วก็เพื่อน ที่นี้ DSLR มันพกพายากครับ เอาไปเที่ยวได้ครับ แต่มันหนัก ความสนุกในการเที่ยวลดลง พอดีช่วงนั้นกระแส mirrorless กำลังมาแรง ก็เริ่มอ่าน review แบบบ้าคลั่ง ดูเว็บ rumor เกี่ยวกับเรื่องกล้องมันทุกยี่ห้อครับ ตัวเลือกตอนนั้นมีสามกลุ่มครับ

  1. Micro Four Thirds (Olympus & Panasonic)
  2. APS-C (Sony)
  3. Nikon 1

ตัวเลือกแรกที่ตัดออกเลยคือ Nikon 1 ครับ แม้หน้าตาจะน่ารักอิ๊อ๊างมาก แต่ด้วยที่ sensor ขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม ก็เลยเหลือตัวเลือกแค่สองกลุ่มคือ Olympus & Panasonic VS. Sony ผมตัดสินใจเลือก Olympus & Panasonic เพราะแม้ว่า Sony จะมีขนาด sensor ใหญ่กว่าแต่ด้วยความที่ยังอิงกับสถาปัตยกรรมเดิมบน APS-C ทำให้เลนส์ขนาดยังใหญ่อยู่ถ้าเทียบกับตัวกล้อง และที่สำคัญเลนส์และอุปกรณ์เสริมทางฝั่ง Olympus & Panasonic นั้นมีให้เลือกมากกว่า (มากๆ)

คราวนี้มาถึงการเลือกตัวกล้องผม List กล้องฝั่ง Olympus & Panasonic มีที่ถูกใจมากก็ OM-D แต่งบมันไม่อำนวยครับ ส่วน Panasonic GX1 กระแสก็ไม่ค่อยดี แต่ก็พบว่ากล้อง Olympus ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดตอนนั้นมันออกมาประมาณ 8-9 เดือนแล้ว ถ้าเป็นไปตาม Cycle ของมันก็แสดงว่ามันใกล้ออกรุ่นใหม่แล้วสิ !! ทีนี้ไปค้นเว็บ 43rumors.com แหลกเลยครับ แล้วก็เจอจริงๆ ว่า Olympus กำลังออก PEN รุ่นใหม่ที่ใช้ sensor ของ Sony เหมือน OM-D !! เข้าทางสิครับ แล้วในที่สุดรอไป 2-3 เดือนมันก็มาจริงๆ ครับ Olumpus Pen Lite (E-PL5) & Pen Mini (E-PM2)

Olympus Pen
อยากย้อนถึงประวัติของเจ้า Olympus Pen กันหน่อย กล้อง Pen ตัวแรก (Original Pen) ได้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกในปี ค.ศ. 1959 โดยการออกแบบของ Yoshihisa Maitani เป็นกล้องแบบ half-frame (ใช้ sensor รับแสงขนาดครึ่งเดียวของกล้อง SLR 35mm) ตัวแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ตัวกล้องมีขนาดเล็กกระทัดรัด ที่ตั้งชื่อว่า Pen ก็เพราะต้องการสื่อให้เห็นว่าตัวกล้องมีขนาดเล็ก พกพาสะดวกเช่นเดียวกับการพกปากกานั่นเอง กล้อง Pen ได้รับความนิยมและได้มี Pen ออกตามมาอีกหลายรุ่นเช่น Pen S, Pen D, Pen EE

ในปี ค.ศ. 2009 Olympus ได้ชุบชีวิต Pen series ขึ้นมาในวงการกล้องอีกครั้ง และแน่นอนมันคือ Pen Series ที่เป็น Digital PEN และถือเป็น Next generation PEN กล้องดิจิตอลตัวแรกในนาม Pen ตัวใหม่ก็คือ Olympus PEN E-P1 ซึ่งมาพร้อมกับ Micro Four Thirds system (ต่อไปขอเรียกแบบสั้นๆ ว่า M4/3) ซึ่งถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Four Thirds system ที่ใช้ในกล้อง DSLR ของ Olympus แต่ได้ปรับให้ทั้งระบบมีขนาดเล็กลงโดยที่คุณภาพคงเดิม สามารถนำมาใช้กับกล้อง mirrorless ได้ โดยเส้นสายการออกแบบของ E-P1 ยังคงมีความคลาสสิกของ Pen รุ่นเก่าๆ อยู่ ผสมเส้นสายการออกแบบสมัยใหม่เข้าไปด้วย ทำให้ดูแล้วไม่เชย หลังจากนั้น Olympus ก็ได้ออกกล้อง Digital PEN serires รุ่นใหม่ๆ ทุกปี

Olympus PEN E-PL5
วันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2555 Olympus ได้ประกาศเปิดตัว Digital PEN รุ่นที่ 4 ถึง 2 รุ่นด้วยกันได้แก่ Olympus PEN E-PL5 (สินค้าญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะข้ามเลข 4 ไปเพราะถือว่าเป็นเลขไม่เป็นมงคล) และ Olympus PEN E-PM2 โดย E-PL5 วางอยู่ในกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้มือใหม่ถึงกึ่งโปร ซึ่งจะอยู่ระหว่าง OM-D กับ E-PM2 ใช้ชื่อในการทำตลาดว่า PEN Lite ส่วน E-PM2 นั้นถูกวางในตำแหน่งสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานกล้อง ใช้ชื่อในการทำตลาดว่า PEN Mini

ส่วนตัวผมตัดสินใจซื้อ E-PL5 มาด้วยเหตุผลหลักๆ คือ จอพับได้ เหตุผมไม่ใช่เพราะเอามาแอ๊บแบ๊วถ่ายหน้าตัวเองแต่อย่างใด แต่จอพับได้ช่วยให้เราถ่ายภาพมุมแปลกๆ ได้ง่ายขึ้นมาก เช่น ถ่ายภาพแนวราบกับพื้น ทำให้ผมไม่ต้องนอนลงไปถ่าย แต่สามารถวางกล้องลงกับพื้นแล้วพับจอขึ้นมาดู มันทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ เลยครับ ติดใจกล้องจอพับตั้งแต่สมัยใช้ Canon S3is แล้วละ

เรามาดู Spec คร่าวๆ แบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ

  • Sensor M4/3 ขนาด 16 ล้านพิกเซล ให้ไฟล์ภาพได้ขนาดสูงสุด 4608 x 3456 ไฟล์ภาพระดับนี้ทำได้ทุกอย่างครับ ตั้งแต่โพส facebook ยันอัดรูปใหญ่ 40 นิ้ว
  • ใช้กับเลนส์ Mount Micro four thirds (Olympus, Panasonic และค่ายอิสระ)
  • กันสั่นภายในตัวกล้อง ใช้กับเลนส์อะไรก็กันสั่นได้หมด
  • Shutter speed ตั้งแต่ 1/4000 วินาที จนถึง 60 วินาที แต่มากถึง 30 นาที หากใช้ bulb mode (กด shutter ค้างเอง)
  • Auto focus 35 จุด สามารถเอานิ้วจิ้มจอเลือกจุดเองได้
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 ภาพ ต่อ วินาที
  • มีกันสั่นในตัวกล้อง จะใช้เลนส์อะไรกันสั่นให้ได้หมด (ประมาณ 2-3 stop)
  • ISO 200-25600
  • จอ 3 นิ้ว พับได้ 170 องศา ในแนวตั้ง
  • ความสูง 63.7mm ยาว 110.5mm หนา 38.2mm หนัก 279 กรัม (เฉพาะตัวกล้อง)

Olympus จัดขายชุด E-PL5 แบ่งออกเป็น 2 ชุดครับ คือชุดเลนส์เดี่ยว (14-42) ราคาขาย 25,990 บาท และชุดเลนส์คู่ (14-42, 40-150) ราคาขาย 30,990 บาท ซึ่งราคาขายจริงจะลดประมาณ 10% จากราคาตั้ง ส่วนในงาน Commart, Photo fair, Power Buy ก็จะลดประมาณ 13-15% พร้อมผ่อน 0% แล้วแต่บัตร ส่วนของแถมก็แล้วแต่ Dealer แต่ละเจ้า
ส่วนผมซื้อที่งาน Photo fair เมื่อปลายปีที่แล้ว ชุดเลนส์คู่ได้ราคา 27,xxx (จำราคาเป๊ะๆ ไม่ได้จริงๆ) ของแถมมี

  1. กระเป๋า Olympus แท้ ซึ่งไม่ได้เอาไปใช้เลย สุดท้ายก็ซื้อ Lowepro ใช้อยู่ดี
  2. SD-Card Class 10 8GB ยี่ห้อ Kingston
  3. Toshiba FlashAir (Wifi SD-Card) 8 GB ต้องลงทะเบียนที่ olympusimaging-th.com เพื่อรับสิทธิ แล้ว Olympus จะจัดส่งให้ถึงบ้าน

พิเศษหน่อยที่เป็นงาน Photo fair ทาง Olympus ไปออกบูท ทำให้ได้แลกของพรีเมี่ยมเล็กน้อยมาสองอย่าง คือ ถุงผ้า Olympus + เข็มกลัด และ ไข่ Model OM-D จิ๋ว
Update : ราคางาน commart 03/2013 ราคาตั้ง 30990 เงินสดลด 15% / ผ่อน 0% 10 เดือน บัตรลด 13% บัตร kbank cashback 800 บาท

ในการทดสอบครั้งนี้ไม่มีในส่วนของเลนส์ 14-42mm และ 40-150mm ที่มากับชุด kit นะครับ เพราะตัดสินใจขายเลยตั้งแต่แกะกล่อง

มิติตัวกล้อง
ด้านหน้า มีเพียงปุ่มที่ใช้กดเพื่อถอดเลนส์ออกเท่านั้น ด้านหน้าออกแบบมาเรียบมาก แต่สามารถใส่ grip ได้ ในกล่องมีแถมมา 1 ชิ้น กล้องสีเงินและดำ จะได้ grip สีดำ ส่วนกล้องสีขาวจะให้ grip สีครีม ใส่เพื่อความกระชับมือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และนอกจากนั้น Olympus ได้ทำเป็น Accessories ขายด้วยครับ ใครอยากเปลี่ยน grip เป็นสีอื่นก็ซื้อหากันได้ จำราคาแบบเป๊ะๆไม่ได้น่าจะอันละ 1,500 ขอบอกว่าแพงมากกกก

ด้านบน ประกอบด้วย ปุ่มปิด-เปิดเครื่อง, shutter, dial เปลี่ยนโหมดการถ่ายรูป และยังมี hot-shoe เอาไว้ใส่ flash เพิ่มได้ ในชุดมาตรฐานมี flash อันจิ๋วแถมมาให้หนึ่งอัน ซึ่งผมไม่เคยได้ใช้มันเลย 555 โหมดถ่ายรูปที่ปรากฏใน dial ด้านบนมีดังนี้

  • Auto ให้กล้องคิดคำนวณค่าต่างๆ ให้ ผู้ใช้มีหน้าที่เล็งและกด shutter อย่างเดียว
  • P คล้าย auto แต่ผู้ใช้สามารถชดเชยแสง ปรับ ISO, White balance ได้
  • A ตั้งค่ารูปรับแสง Shutter speed กล้องจะทำการคำนวณให้ เหมาะกับการถ่ายที่เน้นความชัดตื้นชัดลึก (หน้าชัดหลังเบลอ)
  • S ตั้งค่า Shutter speed กล้องจะทำการคำนวณรูรับแสงให้ เหมาะกับการภาพที่มีการเคลื่อนไหว แล้วต้องการให้ภาพหยุดนิ่ง หรือดูเคลื่อนไหว (ภาพกระโดดตอนไปเที่ยว หรือถ่ายรถวิ่งให้เป็นเส้นแสง)
  • M ตั้งค่าทุกอย่างด้วยดัวเอง
  • Video ถ่ายวิดิโอ
  • Scene โหมดอัตโนมัติ เช่น ถ่ายพระอาทิตย์ตกดิน ถ่ายพลุ ถ่ายมาโคร
  • ART โหมด Art effect เป็นฟิลเตอร์แต่งภาพแบบง่ายๆ

ด้านหลังหลักๆ ก็จะประกอบด้วยจอภาพและปุ่มต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมกล้อง ในส่วนของ LCD มีขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 460,000 พิกเซล จอ LCD ให้สีสดมากครับ สดประเภทว่าดูในจอแล้วสวยมากๆ พอโหลดลงคอมแล้วสีดรอปลงเล็กน้อยเลย จอ LCD มุมมองค่อนข้างกว้าง เวลาถ่ายกลางแจ้ง จอสู้แสงได้ดีพอสมควร แต่ถ้าแดดแรงมากๆ อาจจะดูลำบากไปซักหน่อย เช่นเดียวกับจอมือถือ ซึ่งเป็นปกติของจอประเภทนี้อยู่แล้ว
ส่วนปุ่มต่างๆ ที่อยู่ด้านหลัง ประกอบด้วย ปุ่มที่ใช้ดูภาพ, ลบภาพ, function, ซูม, บันทึกภาพเคลื่อนไว, info, menu และมี dial แบบ DSLR ซึ่งสามารถหมุนเพื่อใช้ในการตั้งค่า หรือการดูภาพทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของบางปุ่มให้เป็น function ที่เราใช้งานบ่อยๆ ได้ เช่น ตั้งปุ่มบันทึกภาพเคลื่อนไหว เป็นปุ่มตั้งค่า ISO แทนได้

ด้านล่างจะเป็นช่องใส่ Battery และ SD-Card

LCD & Touch screen
ขอแยกเรื่องจอ LCD ที่หมุนได้ กับการ touch screen แยกไว้เป็นอีกหัวข้อเลยนะครับ เพราะคิดว่าเป็นไม้เด็ดพอสมควรเลย ผมเองก็ไม่เคยคิดเหมือนกันครับว่าการ touch screen จะช่วยให้ชีวิตมันง่ายขึ้นขนาดนี้ สมัยเมื่อตอนใช้ DSLR ตัว Focus screen มันก็มีกำหนดเป็นจุดๆ ซึ่งจะมากน้อยต่างกันในแต่ละรุ่น แบบในภาพนี้

ซึ่งเจ้า E-PL5 ก็มีจุดโฟกัสมาให้เราทั้งหมด 35 จุดด้วยกันซึ่งถือว่าเยอะเลย พอๆ กับ DSLR รุ่นกึ่งโปรเลยทีเดียว แต่ขอสารภาพตรงๆ เลยว่าแทบไม่ได้ใช้เจ้า 35 จุดนั้นเลย !!! แล้ว … เพราะอะไร ?? คำตอบง่ายๆ ครับ touch screen ล้วนๆ เลยครับ อยากโฟกัสตรงไหน จิ้มตรงนั้นแล้วลั่น shutter ได้เลย นี่เป็นความได้เปรียบมากของกล้องถ่ายรูปที่มีความสามารถในการ touch screen ทำให้เราถ่ายรูปได้ง่ายขึ้นพอๆ กับการถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ได้คุณภาพระดับ DSLR

อีกหนึ่งจุดที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยนั่นก็คือ จอ LCD ที่พับได้นั่นเอง (อีก 1 จุดที่ต่างกันของ E-PL5 กับ E-PM2) โดยลักษณะการพับจะเป็นพับขึ้น-ลงเท่านั้น ไม่สามารถปรับซ้าย-ขวาได้ จากประสบการณ์ที่เคยได้ใช้กล้องที่มี LCD พับได้มาก่อน แล้วถามจอ LCD ที่พับได้จำเป็นหรือไม่ ? ก็ตอบตรงๆ ว่าไม่จำเป็นเลย แต่ถ้ามีมันจะช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพในมุมแปลกๆ ได้ เช่น

  • ถ่ายรูปตัวเองได้โดยพลิกหน้าจอ LCD กลับขึ้นมา ทำให้เราถ่ายหน้าตัวเองได้ง่ายเหมือนใช้กล้องหน้าในโทรศัพท์มือถือ
  • ถ่ายหอยทากที่กำลังคลานอยู่บนพื้น เราสามารถวางกล้องกับพื้นแล้วพลิกจอ LCD ขึ้นมาเล็กน้อยมองหอยทากจาก LCD แล้วถ่ายได้ง่ายขึ้น
  • ถ่ายภาพดาราที่อยู่ในวงล้อมของแฟนคลับ ยกกล้องขึ้นเหนือศรีษะมั่วๆ แล้วถ่ายก็มีพลาดกันได้บ่อย เราสามารถชูกล้องสูงๆ แล้วดึงจอ LCD ลงมาแล้วมองภาพได้ง่ายขึ้น

โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยได้พลิกมันออกมาบ่อยหรอกครับ แต่พอได้ใช้แล้วมันก็สบายจริงๆ ครับ นึกถึงสมัยใช้ DSLR บางทีแทบจะต้องนอนราบกับพื้นเพื่อเล็งถ่ายรูป แต่นอนนี้ไม่ต้องแล้ว ในตัวอย่างภาพด่านล่างนี้ก็แทบวางกล้องไว้กับพื้นแล้วยกจอขึ้นมาถ่ายด้วยการ touch ที่จอสะดวกมากๆ ครับ

ความถนัดในการใช้งาน
เนื่องจากผมเคยใช้กล้อง DSLR มาก่อน มาจับกล้องตัวเล็กๆ แบบนี้ต้องมีความปรับตัวกันพอสมควร พูดถึงเรื่องน้ำหนักของกล้องนั้นผมว่ากำลังดี ไม่หนักเหมือน DSLR แต่ก็ไม่ได้เบาเหมือน Compact ห้อยคอได้ทั้งวันไม่เมื่อยเท่าไร แต่ถ้าเลนส์หนักกว่านี้และมี flash คงไม่ต่างกับ DSLR เท่าไร ตัว Body ประกอบแน่นหนาดีครับ จอพับจุดเชื่อมแข็งแรงดีมาก จนบางทีก็รู้สึกว่าแข็งไปกางออกยากเล็กน้อย ความถนัดในการถือต้องบอกตรงๆ ว่า grip ด้านหน้าไม่ช่วยให้ถือถนัดมือขึ้นซักเท่าไร คงเทียบกับของ Sony ตระกูล NEX ไม่ได้เลย แต่ที่ช่วยเรื่องการถือจริงๆ สำหรับผมคือยางด้านหลังกล้อง เหนือ dial ทำให้การใช้นิ้วโป้งช่วยพยุงกล้องตอนกด Shutter ได้นิ่งขึ้นมาก ด้วยตัวกล้องที่ไม่ได้สูงมาก หากถือกล้องถ่ายภาพนานๆ ท้ายกล้องด้านล่างจะกดอุ้งมือซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บอุ้งมือได้ ด้วยความที่กล้องไม่มี Battery grip เหมือน OM-D ทำให้ประเด็นนี้ก็ต้องรับสภาพกันไป

การใช้งานทั่วไป
ในการใช้งานกล้องตัวนี้มีโหมดการใช้งานที่สามารถปรับค่าต่างๆ ได้เช่นเดียวกับ DSLR แต่ก็ยังมีโหมด auto และ scene ต่างๆ ให้เลือกเหมือนกับกล้อง compact เท่าที่ลองใช้ระบบ auto มีความแม่นยำใช้ได้ ไม่ได้ฉลาดจนใช้ทดแทนแบบ manual ได้ ส่วนที่ผมพบปัญหามากที่สุดคือ White balance เวลาตั้ง Auto จะพบอาการเอ๋อได้บ่อยพอสมควร เช่น ถ่ายใต้ไฟหลอดนีออน(สีฟ้าโทนเย็น) กล้องคำนวณ White balance ชดเชยมากไปทำให้รูปออกมาโทนเหลือง !! แต่ก็ไม่ได้พบจนบ่อยเกินไป คงต้องรอ update firmware จากทางผู้ผลิตเพื่อแก้ไขปัญหานี้

Sensor & Image Quality
จากที่เคยใช้ทั้งกล้อง compact และ DSLR ต้องบอกว่าภาพที่ได้จากกล้อง DSLR มันดีกันมากกว่าจริงๆ ครับ ปัจจัยหลักที่ทำให้คุณภาพต่างกันนั่นก็คือเรื่องของ Sensor ทาง Olympus ยังใช้ sensor ใน Format M4/3 เหมือนเดิม แต่ที่น่าสนใจก็คือมันใช้ sensor ตัวเดียวกับ OM-D !!! ซึ่งผลิตโดย Sony (กล้องของ Olympus รุ่นก่อนๆ ใช้ sensor ที่ผลิตโดย Panasonic) ซึ่งได้รับคำชมเรื่องคุณภาพที่ดีและให้ noise ที่ต่ำกว่า และใช้หน่วยประมวลผลภาพ (Image processing) TruePic VI ตัวเดียวกับ OM-D อีกแล้วครับท่าน เพราะฉะนั้นผมพูดได้เลยว่า ไฟล์ของ E-PL5 รวมถึง E-PM2 นั้นให้ภาพแทบจะเหมือนกับ OM-D เลยทีเดียว ภาพตัวอย่างด้านล่างนี้ถ่ายกลางคืนที่ asiatique ดัน iso ไป 3200 เต็มๆ noise มาพอรับได้ แต่ถ้าย่อรูปลงเว็บหรือ facebook รับรองเนียนตาสบายๆ ครับ

ISO Comparasion
กล้องตัวนี้สามารถใช้ ISO ได้ตั้งแต่ 200-25600 ตรงนี้น่าเสียดายมากที่ไม่เริ่มตั้งแต่ 50 หรือ 100 ถึงแม้ 200 จะหา noise ไม่เจอเลยก็ตาม แต่การที่ ISO เริ่มจาก 100 จะช่วยให้เราถ่ายภาพที่ต้องการ Speed ต่ำๆ ได้เช่น ภาพน้ำตก(พริ้วๆ) ในส่วนของการทดสอบเพื่อให้เห็นภาพผมได้ทดสอบ noise โดยการถ่ายใต้แสงไฟนีออน(หลอดสีเย็น) ตั้งแต่ ISO 400-25600 เพื่อให้เห็นภาพครับ ซึ่งผลที่ออกมาถ้าเทียบกับกล้องตัวเก่าของผม Canon 450D (กล้องสมัย 4 ปีที่แล้ว) คุณภาพที่ได้ชนะทุก ISO ครับ แม้ sensor จะเล็กกว่าแต่ด้วยคุณภาพของ sensor และ image processing ที่พัฒนาขึ้นตามเวลาส่งผลให้กล้องสมัยใหม่ได้คุณภาพที่ดีขึ้น สำหรับผมรับได้ที่ ISO 3200 ครับกล้าเปิดใช้ในทุกสถานะการณ์ ส่วน 6400 คงใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนสูงกว่านั้น ปล่อยมันไปเหอะครับ ฮ่าๆ


Battery
Battery ที่มากับตัวกล้องจะเป็นประเภท Lithium ION 1150mAh การใช้งานโดยปกติไม่ใช้ flash สามารถถ่ายได้ประมาณ 3xx-420 รูป ถือว่ากลางๆ ค่อนข้างไปทางน้อยนิดหน่อย ตามมาตรฐานของกล้องสมัยนี้ ส่วนการชาร์ทต่อหนึ่ง Cycle ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ข้อสังเกตในการใช้งานคือ บนหน้าจอแสดงสถานะของ Battery จะแบ่งเป็นสามขีด หากขีดแรกลดลง ขีดที่สองจะตามมาไวมาก ขีดที่สามจะอยู่อึดกว่าขีดที่สองแต่ไม่เท่าขีดแรก (คล้ายสถานะของ Battery โนเกีย)

ข้อควรระวัง : ไม่ควรใช้ Battery จนหมดหยดสุดท้าย เพราะจะทำให้ Battery เสื่อมไว และการชาร์ทครั้งแรกไม่ต้องทิ้งไว้ 8-12 ชั่วโมง เต็มแล้วใช้ได้ทันที

FlashAir Card (SD-Card wifi)
เป็นโปรโมชั่นของ Olympus ที่แถม FlashAir Card ของโตชิบ้ามาให้ ราคาตามท้องตลาดก็หลักพันบาทอยู่ (เท่าที่เช็คดูตอนนี้ยังแถมให้อยู่นะครับ) ตรงนี้ผมว่าเป็น Killer feature ได้เลยทีเดียวครับ ประโยชน์ของมันก็คือเป็น Memory สำหรับเก็บภาพเหมือนปกติและยังสามารถส่งสัญญาณ Wifi ออกมาเพื่อต่อกับ Smart phone (iOS & Android) ในการโอนรูปจากกล้องไปยัง Mobile device ได้ทันที

ซึ่งการทำงานนั้นจะทำงานร่วมกับ App ซึ่งสามารถ download ได้จาก App Store, Google Play ได้ตาม link ด้านล่างนี้


app_store_badge
  288179_GooglePlayBadge

ส่วนวิธีใช้ลองหาๆ กันดูเองแล้วกันครับ เมื่อเราต้องการโอนรูปจากกล้องลงมือถือให้ทำการเปิด wifi ที่ตัวกล้อง แล้วเปิด app บนมือถือมาจะได้หน้าตาประมาณนี้ครับ (มือถือผมเป็น android)


เจ้า FlashAircard ที่แถมมามันมีประโยชน์มากกับยุคสมัยนี้ ที่เราเน้น Shot & Share เราสามารถถ่ายแล้วโอนรูปลงมือถือ ส่ง line หรือลง facebook ได้ทันที แต่หากเทียบกับกล้องที่มี wifi ในตัวแล้วก็คงจะสะดวกว่านี้อีกมากครับ

Update : เห็นจากหลายๆ คนไปลงทะเบียนที่เว็บ olympusimaging-th.com แล้วต้องมีเมล์ตอบรับด้วยนะครับ หากไม่ได้เมล์ตอบรับให้ ไปที่ Page PEN CLUB Olympus Thailand แล้ว message แจ้ง admin นะครับเผื่อรายชื่อตกหล่น

Pop Art Filter
นับตั้งแต่ E-P3 เป็นต้นมา Olympus ได้เพิ่ม features ที่ชื่อว่า art filter ขึ้นมา ถ้าอธิบายง่ายๆ มันคือ effect แนว instragram ของ olympus แหละครับ ซึ่งเวลานึกอะไรไม่ออก ฟ้าไม่สวย ก็ใช้ไอ้พวกนี้ช่วยไปพลางๆ ได้ครับ โดย effect ทั้งหมดมี 12 แบบ

 

เลนส์มือหมุน
ตรงนี้เขียนเป็นแนวทางเผื่อคนอื่นได้อ่านแล้วกันครับ เพราะมันไม่ mass อย่างแรง คือการใช้เลนส์มือหมุนกับเจ้า E-PL5 เลนส์มือหมุนก็คือเลนส์ที่เราต้องคอยหมุนเลนส์เพื่อปรับโฟกัสให้ตรงกับจุดที่เราต้องการด้วยตัวเองครับ ตรงนี้เองที่เป็นเสน่ห์และความยากลำบากไปในตัว ทำให้เราย้อนไปเหมือนเล่นกล้องฟิล์มสมัยก่อน ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มจาก c-mount ทั้งหาซื้อตามบอร์ดและ ebay ที่หันมาเล่นพวกนี้ก็คือ “มันถูกดี” และคุณภาพก็ใช้ได้ แต่ข้อเสียส่วนใหญ่ของเลนส์ c-mount คือ ขอบม่วงจะเยอะหน่อยครับ (แต่ถ้าเทียบราคาเลนส์ผมก็ลืมๆ มันไปง่ายๆ) กล้อง m4/3 จะได้เปรียบนิดหน่อยตรง sensor เล็กกว่าชาวบ้านเขา สามารถใส่เลนส์มือหมุนได้แทบทุกตัว จะมีติดขอบดำบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วน adapter หาซื้อในไทยได้ง่าย แต่ถ้าไม่ได้รีบมากแนะนำสั่งจาก ebay ครับถูกว่าที่ขายในไทยหลายร้อยบาทครับ กล้องที่จอสามารถ touchscreen ได้จะทำให้การใช้เลนส์มือหมุนง่ายขึ้นไปอีกเพราะเราสามารถซูมเพื่อเช็คความชัดเฉพาะจุดที่ต้องการได้ แต่โดยส่วนตัวชอบระบบการซูมเฉพาะจุดของกล้อง panasonic มากกว่า เพราะสามารถซูมจุดที่เราต้องการเป็นให้ขยายใหญ่ขึ้นมาแล้วยังสามารถเห็นบริเวณของภาพรอบๆ จุดนั้นได้ด้วย แต่ของ Olympus กลับเห็นได้เฉพาะจุดที่ต้องการเพียงจุดเดียว ทิ้งท้ายด้วยเลนส์มือหมุนที่ผมมีครับ ทั้งหมดเป็น c-mount (cctv lens) fix focus

  • Wesley 24mm 1.4 
  • Computar 50mm 1.3
  • Narvitar 75mm 1.3

ปิดท้ายด้วยภาพที่ภ่ายจากเลนส์มือหมุนครับ

สรุป
Olympus E-PL5 เป็นกล้องที่พกพาง่าย ถ่ายรูปสนุกครับ ราคาเปิดตัวอาจจะแรงไปนิด แต่หากได้ราคางาน + ของแถมไปแล้วก็นับว่าคุ้มค่าในระดับหนึ่งเลยครับ ตอนนี้คนรอบๆ ตัวที่ไม่ได้จริงจังกับการถ่ายรูปขั้นมืออาชีพก็แอบแหล่กล้อง mirrorless กันเยอะครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจครับ ส่วนตัวมองว่า mirrorless ที่ทำออกมาได้น่าประทับใจตอนนี้มีเพียง 2 ยี่ห้อครับ คือ Sony และ Olympus (ย้ำอีกทีมุมมมองส่วนตัวนะครับ) ที่มาพร้อมทั้งด้าน hardware, software และอุปกรณ์เสริมที่ครบครัน สีภาพสดใสเหมาะกับคนที่ชอบถ่ายภาพแล้วจบในตัวกล้องเลยครับ

จุดแข็ง

  • sensor ใหม่ให้ภาพที่ดี noise น้อยแม้ในที่มืด
  • จอพับได้ถ่ายภาพมุมแปลกๆ ได้สะดวกขึ้น
  • มีกันสั่นที่ตัวกล้อง ใส่กับเลนส์อะไรกันสั่นได้หมดแม้เลนส์มือหมุนเก่าๆ
  • จอภาพสีสันสดใส
  • การปรับตั้งค่าต่างๆ ทำได้ไม่แพ้ DSLR รุ่นล่าง – รุ่นกลางๆ เลย
  • แถม SD-wifi เหมาะกับยุค smart phone ครองเมือง โอนรูปลงมือถือได้สะดวกมาก
  • อุปกรณ์เสริมหลากหลาย เลนส์มีให้เลือกเยอะ

จุดอ่อน

  • การจับไม่ถนัดมือ ถ่ายนานๆ แล้วล้าได้
  • White balance สีเพี้ยนบ่อย แม้จะถ่ายในสภาวะเดิม การตั้งค่าเดิมๆ
  • ราคาเปิดตัวแรงไปนิดจริงๆ